สถาบันกวดวิชา DeDrOiT's Fan Box

กด Like แล้วพบกับ Promotion ส่วนลดและของรางวัล
ได้ที่นี่เร็วๆนี้ มีคำถามสงสัยคอร์สเรียน สอบถามปัญหากฎหมาย
พูดคุยกับพี่ๆสดๆได้ที่นี่เลยจ้า ^^

แนวข้อสอบ สอบตรง ธรรมศาสตร์

Loading...

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

แนวข้อสอบการสอบตรงนิติศาสตร์ มธ โดยพี่บอร์น

เนื้อหาในหัวข้อนี้ เขียนขึ้นโดยพี่บอร์น
..............................................................
น้องเคยได้ยินสุภาษิตมองโกเลียมั้ยครับว่า
รู้เขารู้เรา...รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง...

สุภาษิตนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องตั้งแต่จีบหญิง ยันการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

Q : คำถามยอดฮิต สอบตรงนิติ ธรรมศาสตร์ สอบอะไรบ้างครับพี่

A : แน่นอนครับน้องชายหน้าหล่อ น้องสาวหน้าสวยทั้งหลาย ก่อนที่เราจะสอบตรงเข้าคณะอะไร สาขาอะไรหรือ มหาวิทยาลัยอะไรก็ตาม เราก็ต้องทราบก็ว่าเค้าสอบวิชาอะไรกันบ้าง ไม่งั้นก็เข้าไปนั่งเสร่อในห้องสอบ ในส่วนของการสอบตรงเข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ วิชาที่ใช้สอบมีดังต่อไปนี้ครับ

1. กฎหมาย 40 คะแนน แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย และ ความสามารถในการใช้กฎหมาย

2. ภาษาอังกฤษ 10 คะแนน

3. เรียงความ 10 คะแนน

4. ย่อความ 10 คะแนน

5. ความถนัดทั่วไป (GAT) 30 คะแนน


Q : สัดส่วนคะแนนของแต่ละวิชาที่ใช้สอบ และลักษณะของข้อสอบ
A : ในข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของการสอบเลยเพราะถ้าเราไม่รู้ว่าแนวข้อสอบเป็นอย่าง ไร หรือไม่รู้ว่าข้อสอบแต่ละส่วนมีคะแนนเท่าใด หรือไม่รู้แม้กระทั่งว่าตรูมาสอบทำไมฟระ ก็น่าจะยากที่เราจะฝ่าฟันเป็น 1 ใน 300 คนที่มีสิทธิได้เข้าศึกษาโดยการสอบตรงได้ ในหัวข้อนี้จะอธิบายสัดส่วนของคะแนนและลักษณะของข้อสอบไปพร้อมๆกัน
       
(ส่วน ที่1) กฎหมาย ข้อสอบในส่วนนี้จะว่าเป็นบ่อคะแนนเลยก็ว่าได้เพราะมีคะแนนถึง 40 คะแนนจากทั้งหมด 100 คะแนน แต่บางคนถ้าทำไม่ได้จากบ่อคะแนนกลายเป็นบ่อดักไขมัน แต่อย่างไรก็ตามข้อสอบส่วนกฎหมายยังได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ


1.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย ส่วนนี้มีทั้งหมด 20 ข้อ 10 คะแนน ข้อสอบในส่วนนี้จะว่าง่ายก็ไม่เชิง ยากก็ไม่ใช่เพราะเป็นข้อสอบประเภทที่ว่ารู้ก็ตอบได้ ไม่รู้ก็ซวยไป เช่น ข้อสอบอาจจะถามว่า “ศาลยุติธรรมของไทยใช้ระบบพิจารณาคดีแบบใด

ก. ระบบกล่าวหา                            ข. ระบบไต่สวน
ค. ระบบผสม                                 ง. ไม่มีข้อใดถูก

                 จะ เห็นได้ว่าข้อสอบแบบนี้ ถ้าน้องรู้ เคยอ่านเจอ มีพื้นความรู้เดิม ก็จะสามารถตอบได้โดยง่าย แต่ถ้าน้องไม่มีข้อมูลเลย ก็มักจะต้องใช้การเดาซึ่งจะเดาแบบไหนก็แล้วแต่ว่าชอบเสี่ยงดวงแบบไหน เอาดินสอจิ้ม เอาปากกาหมุน นั่งทางในก็ว่ากันไป แต่ขอเฉลยก่อน ข้อนี้ตอบ ก. เหตุผลก็เพราะว่าถ้าเป็นศาลยุติธรรมของไทยจะใช้ระบบกล่าวหา คือ คู่ความแต่ละฝ่ายอยู่ในฐานะเท่าเทียมกัน การพิจารณาคดีในศาล ศาลจะทำหน้าที่นั่งพิจารณาโดยไม่เข้าไปแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง เว้นแต่ในกรณีจำเป็น คู่ความแต่ละฝ่ายมีหน้าที่นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล เปรียบได้เหมือนกรรมการฟุตบอล กรรมการลงไปควบคุมเกมส์ไม่ใช่ไปเตะด้วย ถ้าเป็นระบบไต่สวนจะใช้ในศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหตุผลส่วนหนึ่งที่ต้องใช้ระบบไต่สวนเพราะคดีที่เกิดขึ้นในศาลประเภทนี้คู่ ความฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ เช่น คดีพิพาทระหว่างลุงชู ราษฎรจนๆกับกรมที่ดิน ถ้าสู้คดีกันแบบระบบกล่าวหาที่คู่ความแต่ละฝ่ายเท่าเทียมกัน ศาลวางตัวเป็นกลางไม่เข้าไปยุ่งกับการแสวงหาพยานหลักฐาน ลุงชูก็คงจะสู้คดีกรมที่ดินไม่ได้ ด้วยเหตุผลทั้งหลายแหล่ไม่ว่าจะเป็นไม่มีเงินจ้างทนาย เอกสารหลักฐานต่างๆอยู่ในความครอบครองของศาล เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้ระบบไต่สวนในการพิจารณาคดี เพราะระบบไต่สวน ศาลจะเข้าไปแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเอง เสร็จแล้วค่อยให้คู่ความแต่ละฝ่ายได้เสนอพยานหลักฐาน เปรียบได้กับศาลไคฟงที่เมื่อมีคดีพิพาทเกิดขึ้น เปาปุ้นจิ้นก็จะส่งจั่นเจาไปแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีพิพาทนั้นเสียก่อน

          ถามต่อไปว่า ข้อสอบส่วนความรู้ทั่วไปทางกฎหมายนี้ ออกในเรื่องใดบ้าง ตอบได้เลยว่าค่อนข้างออกครอบจักรวาล ถ้าพิจารณาจาก 5 ปีที่ผ่านมา ข้อสอบในส่วนนี้ออกกฎหมายในเรื่องต่อไปนี้ ลักษณะทั่วไปของกฎหมาย, การยกเลิกกฎหมาย, ระบบ Civil Law และ Common law, การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของไทย, ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย, บุคคลธรรมดา, นิติบุคคล, นิติกรรมสัญญา, หนี้, ละเมิด, ทรัพย์, หุ้นส่วนบริษัท, ครอบครัว, มรดก, กฎหมายอาญาทั้งภาคทั่วไป ภาคความผิดและลหุโทษ, กฎหมายพิเศษ, ระบบศาล, รัฐธรรมนูญและทั่วๆไปแล้วแต่ใจอาจารย์ผู้ออก

             หากถามต่ออีกว่าข้อสอบออกหลากหลายแบบนี้จะทำอย่างไรให้ได้คะแนนดีๆ ตอบง่ายๆแบบกวนประสาทก็ทำให้ถูกทุกข้อไง น้องบอกแบบนั้นอย่าตอบ กรูรู้แล้ว เอาหละตอบอีกครั้งว่า การทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีๆก็มีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาด้วยตนเองหรือการติวกวดวิชา แล้วความแตกต่างของการศึกษาด้วยตัวเองกับการติวอยู่ตรงไหน ความแตกต่างน่าจะอยู่ตรงที่ว่า วิชากฎหมายนั้นการศึกษาด้วยตนเองในเบื้องต้นอาจจะเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจ ได้ยากเพราะน้องมักจะสับสนเนื่องจากกฎหมายแบ่งได้ออกเป็นหลายลักษณะ น้องจึงมักจะจำ จำ และจำ จนหัวกบาลบวม เดินไปสะดุดก้อนหิน กฎหมายที่จำมาทะลักออกปาก ทำให้คิดอย่างไม่เป็นระบบเพราะขาดความเข้าใจ จริงๆแล้วแม้กฎหมายจะแบ่งได้ออกเป็นหลายลักษณะแต่ก็มีความสัมพันธ์กันอยู่ เช่น การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้กระทำจะมีความผิดก็ต่อเมื่อลักเอาทรัพย์ไป ความหมายของคำว่า “ทรัพย์” ก็ต้องไปดูที่กฎหมายแพ่งเรื่องทรัพย์ เป็นต้น ดังนั้นการติวกวดวิชาก็น่าจะพอช่วยให้น้องมีความเข้าใจกฎหมายได้อย่างเป็น ระบบ ซึ่งจะทำให้น้องประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจในตัวบทกฎหมาย


             1.2 ความสามารถในการใช้กฎหมาย ส่วนนี้มีทั้งหมด 30 ข้อ 30 คะแนน นับเป็นส่วนที่มีคะแนนมากที่สุดในการสอบตรงนิติ ธรรมศาสตร์ ข้อสอบความสามารถในการใช้กฎหมาย ผู้ออกข้อสอบต้องการจะวัดผลว่า ผู้สอบสามารถใช้หลักกฎหมายที่ข้อสอบให้มาปรับเข้ากับข้อเท็จจริงเพื่อหาผล ได้หรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น
หลักกฎหมาย

1) ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ

2) ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

ข้อเท็จจริง
นาง สาวชอบแถเป็นข้าราชการในกระทรวงคมนาคม ไปสืบทราบความจริงมาว่านายกลโกง ปลัดกระทรวงคมนาคมออกเชคโดยไม่มีเงินในบัญชีเพื่อชำระค่าสินค้าที่นายกลโกง ซื้อมาไว้ใช้ในบ้านจึงไปเล่าให้เพื่อนๆข้าราชการในกระทรวงคมนาคมทราบ หากเรื่องการออกเชคดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ข้อใดถูกต้อง

ก. การกระทำของนางสาวชอบแถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่ไม่ต้องรับผิด

ข. นางสาวชอบแถสามารถพิสูจน์ได้ว่าการกล่าวหานายกลโกงเป็นเรื่องจริงเพราะหากพิสูจน์ได้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน

ค. การกระทำของนางสาวชอบแถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่ไม่ต้องรับโทษ

ง. ไม่มีข้อใดถูก
         
              ข้อ สอบแบบนี้ น้องต้องอ่านหลักกฎหมายที่โจทย์ให้มาก่อน เพราะข้อกำหนดในการสอบ ผู้ออกข้อสอบอาจจะคิดหลักกฎหมายให้ไม่ตรงกับหลักกฎหมายที่มีอยู่ตามความเป็น จริงก็ได้ เมื่ออ่านหลักกฎหมายจบแล้วให้อ่านข้อเท็จจริงที่โจทย์ถาม

              ในส่วนหลักกฎหมายต้องเข้าใจก่อนว่ากฎหมายประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ 2 ส่วน คือ ส่วนเหตุและผล ยกตัวอย่างเช่น หลักกฎหมายข้อ 1) บัญญัติว่า “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษ” ส่วนเหตุก็คือ หากใครก็ตาม กระทำการใส่ร้ายให้ผู้อื่นเขาเสียหายโดยการกล่าวให้เสียหายนั้นได้กระทำให้ บุคคลที่สามได้รับทราบข้อความ เช่น นายหน้าแมวพูดให้นายหน้าหมาฟังว่านางสาวหน้านกเป็นผู้หญิงสำส่อน จะเห็นได้ว่านายหน้าแมวเป็นผู้ใด การพูดว่านางสาวหน้านกเป็นผู้หญิงสำส่อนเป็นการใส่ความให้ผู้อื่นเสียหาย นายหน้าหมาเป็นบุคคลภายนอก ส่วนผลก็คือ จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย

                ต่อมาเราก็พิจารณาหลักกฎหมายข้อ 2) ที่บัญญัติว่า “ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน”

                แสดงว่าถ้าการใส่ความนั้นเป็นถ้อยคำหมิ่นประมาทแล้ว (ถ้อยคำหมิ่นประมาทเป็นอย่างไรก็พิจารณาตามหลักกฎหมายข้อ 1) ผู้ที่กล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาทหากไม่อยากจะรับโทษจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ข้อความที่ตนกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงและการพิสูจน์จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ดังนั้น ถ้าแม้จะกล่าวถ้อยคำที่เป็นเรื่องจริงแต่ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนก็ไม่อาจ จะพิสูจน์ได้ ผลคือต้องรับโทษฐานหมิ่นประมาท

                เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายเสร็จ ก็มาดูโจทย์ต่อ โจทย์กล่าวว่านางสาวชอบแถเป็นข้าราชการในกระทรวงคมนาคม ไปเล่าให้เพื่อนๆข้าราชการในกระทรวงคมนาคมทราบว่านายกลโกง ปลัดกระทรวงคมนาคมออกเชคโดยไม่มีเงินในบัญชีเพื่อชำระค่าสินค้าที่นายกลโกง ซื้อมาไว้ใช้ในบ้านซึ่งเป็นเรื่องจริง เราก็วิเคราะห์ตามหลักกฎหมายข้อ 1) ว่า การกล่าวเช่นนั้นของนางสาวชอบแถ นายกลโกงน่าจะได้รับความเสียหายหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่าถ้อยคำนี้ ฟังแล้วทำให้รู้สึกว่านายกลโกงเป็นคนไม่ดีเพราะเป็นหนี้แล้วไม่จ่าย แสดงว่าเป็นการหมิ่นประมาท

                 ต่อมาดูต่อว่านางสาวชอบแถจะพิสูจน์เพื่อให้ตนเองไม่ต้องรับโทษได้หรือไม่ ปรากฏว่าเรื่องการออกเชคโดยไม่มีเงินในบัญชีพอนั้นเป็นเรื่องจริง แต่อย่างไรก็ตามแม้เป็นเรื่องจริงการพิสูจน์ก็ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน นางสาวชอบแถก็ยังคงต้องรับโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท

                ส่วนตัวเลือกที่ให้มา ข้อ ก. การกระทำของนางสาวชอบแถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่ไม่ต้องรับผิด ข้อนี้ตอบไม่ได้เพราะการกระทำของนางสาวชอบแถต้องรับโทษตามหลักกฎหมายข้อ 2)เพราะไม่อาจพิสูจน์ได้ เมื่อต้องรับโทษ ก็แสดงว่าต้องผิด เพราะไม่ผิดจะรับโทษได้ยังไง

             ข้อ ข. นางสาวชอบแถสามารถพิสูจน์ได้ว่าการกล่าวหานายกลโกงเป็นเรื่องจริงเพราะหาก พิสูจน์ได้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ข้อนี้ก็ผิดเพราะนางสาวชอบแถไม่อาจพิสูจน์ได้เนื่องจากการพิสูจน์ไม่เป็น ประโยชน์แก่ประชาชน

            ค. การกระทำของนางสาวชอบแถเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่ไม่ต้องรับโทษ ข้อนี้ผิดเพราะต้องรับโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท

            ดังนั้น ข้อนี้จึงต้องตอบข้อ ง.

          อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาแนวข้อสอบการใช้เหตุผลทางกฎหมายได้เพิ่มแนวข้อสอบอีกแนวหนึ่ง คือ โจทย์จะให้ข้อเท็จจริงมาแล้วให้ตัวเลือกเป็นหลักกฎหมาย เราก็เลือกหลักกฎหมายที่สัมพันธ์กับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยหลักกฎหมายที่ให้มาอาจจะคล้ายคลึงกัน เราก็เลือกเอาหลักกฎหมายที่มีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงมากที่สุด ซึ่งข้อสอบในลักษณะนี้จะง่ายกว่าข้อสอบหลักกฎหมายที่กล่าวไปตอนต้น

(ส่วนที่2) ภาษาอังกฤษ มี 60 ข้อ 10 คะแนน เป็นข้อสอบแนว Reading Comprehension ล้วนๆ
            (ส่วนที่3) เรียงความ 10 คะแนน การสอบเรียงความ ข้อสอบจะให้หัวข้อมา เช่น “จงบอกคุณสมบัติที่ดีของนักกฎหมาย 3 ประการ” “บทบาทของนักกฎหมายในการพัฒนาประเทศ” “ในหลวงกับเศรษฐกิจพอเพียง” น้องอ่านถึงตรงนี้แล้วบอกว่าเซ็งเลย นึกว่าจะมีหัวข้อ “แมวที่ฉันรัก” “พ่อ แม่ พี่น้องที่ฉันภูมิใจ” ที่เขียนสมัยตอนประถม ไม่มีแล้วครับ โดยส่วนใหญ่แล้ว หัวข้อที่ให้มามักจะให้อธิบายถึงบทบาทของนักกฎหมาย หรือความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายกับสังคมหรือศีลธรรม ดังนั้น ผู้สอบก็ควรจะหาบทความที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ของนักกฎหมายว่านัก กฎหมายสามารถประกอบวิชาชีพใดได้บ้าง แต่ละวิชาชีพมีการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร รวมถึงความหมายของกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายในสังคม ลักษณะของศีลธรรม จารีตประเพณี เป็นต้น เพื่อที่จะได้นำความรู้ที่มีมาใช้ประโยชน์ในการเขียนเรียงความได้ 

(ส่วน ที่4) ย่อความ 10 คะแนน ข้อสอบจะให้บทความความยาวประมาณ 7- 11 หน้ามาย่อให้เหลือสักประมาณ 10-15 บรรทัด โดยการหยิบเอาใจความสำคัญมาร้อยเรียงกัน
(ส่วนที่5) GAT 30 คะแนน  ใน ส่วนนี้เป็นข้อสอบที่น้อง ม.6 ทุกคนจะต้องสอบอยู่แล้วประกอบไปด้วยการสอบ 2 ส่วน คือ 1. ความเชื่อมโยง และ 2. ภาษาอังกฤษ ทางคณะจะนำเอาคะแนนที่น้องๆสอบได้มาคิดเป็น 30 คะแนน ยกตัวอย่างเช่น GAT คะแนนเต็ม 300 คะแนน ถ้าสอบได้ 300 คะแนน ก็จะได้คะแนนในส่วนนี้ 30 คะแนน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อคิดเฉพาะวิชาในส่วนภาษาอังกฤษแล้ว การสอบตรงนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์น้องๆผู้สอบต้องฟิตภาษาอังกฤามากพอสมควรเพราะมีคะแนนถึง 25 คะแนน กล่าวคือ จากวันสอบตรง 10 คะแนน และจาก GAT 15 คะแนน และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา น้องๆมักจะทำข้อสอบส่วนกฎหมายได้แต่ส่วนอังกฤษจะค่อนข้างได้คะแนนแตกต่างกัน มาก

Q : ควรเน้นวิชาอะไรบ้างจึงจะทำให้มีโอกาสสอบตรงติด

A : การ แข่งขันสอบตรงเข้านิติ มธ. ในแต่ละปีมีผู้เข้าสอบราว 5000 คน รับ 300 กว่าคน ดังนั้น การอัตราการแข่งขันถือว่าสูงมาก ผู้ที่สอบได้ส่วนใหญ่มักจะต้องพร้อมกับการสอบทุกวิชา จากประสบการณ์เห็นว่าข้อสอบกฎหมายน่าจะพอทำกันได้ แต่มักจะมีปัญหาในส่วนของภาษาอังกฤษและเรียงความ ซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องฝึกฝนและใช้เทคนิคเป็นอย่างมาก ทำให้อาจจะต้องพึ่งการติวกวดวิชา จากสถิติที่พบผู้ที่เก่งอังกฤษเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจะค่อนข้างได้เปรียบ แต่อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตนเอง ความมานะ วิริยะและความพยายามล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้น้องๆสอบติด มีน้องบางคนตอนมาเรียนติวไม่เข้าใจวิชาภาษาอังกฤษและเขียนเรียงความไม่ได้ เลย กล่าวคือ ทางโรงเรียนไม่ได้เน้นภาษาอังกฤษมากมายนัก แต่เมื่อให้แบบฝึกหัดไปฝึกฝนและแนะแนวการเขียนและตรวจเรียงความก็จะสามารถทำ คะแนนได้และสอบได้ในที่สุด

Q : ถ้าผมสอบตรงไม่ได้ ผมจะมีสิทธิได้เรียนนิติ ธรรมศาสตร์ บ้างมั้ยครับ

A : แม้ว่าน้องจะสอบตรงไม่ติด ไม่ว่าจะเป็นเพราะอ่านมาไม่พอ เตรียมตัวไม่พร้อม สอบไปงั้นๆ ป่วยไม่สบายวันสอบ ปวดท้องขี้ตอนเขียนเรียงความ หรือวิบากกรรมอะไรก็ตาม การคัดเลือกนักศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ยังรับผ่านระบบกลาง (Admission) ราวๆ 200 คน รับผ่านโครงการอื่นๆอีกประมาณ 50 คน (เช่น นักกีฬา ) ซึ่งเมื่อรวมกับการรับตรงที่คณะรับถึง 300 คน(แต่จริงๆจะรับเกินซัก 370 คนเผื่อมีคนสละสิทธิ์) ก็จะรวมประมาณ 600 กว่าคน เพราะฉะนั้นแม้สอบตรงไม่ติดก็ยังมีหวังได้เป็นลูกแม่โดมครับ หรือแม้กระทั่งจบปริญญาตรีมาแล้ว 1 ใบ ก็สามารถมาสอบเข้าเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ภาคบัณฑิตก็ยังได้ครับถือเป็นการเรียนปริญญาตรีเพิ่มอีกใบหนึ่งอย่าเพิ่งหมด กำลังใจ ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป

สุด ท้ายไม่ว่าน้องจะเป็นเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กกรุงเทพฯน้องมีโอกาสพอๆกัน น้องต่างจังหวัดอย่าคิดว่าเราจะสู้เด็กกรุงเทพฯไม่ได้เพราะถ้าคิดแบบนั้นไม่ ต้องไปสอบให้นอนอยู่บ้านจะได้ไม่ผิดหวัง ส่วนเด็กกรุงเทพฯก็ไม่ต้องคิดว่าสู้เด็กต่างจังหวัดไม่ได้เพราะเด็กต่าง จังหวัดขยันกว่าเพราะคิดแบบนี้ก็ไม่ควรมาสอบ เค้าเรียกว่าแพ้ตั้งแต่ในมุ้ง
คน เราจะทำอะไรสำเร็จได้อย่าปอดแหก อย่าคิดเล็ก รู้จักแบ่งปันความรู้ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ลำพองตน ไม่คิดว่าตนแน่กว่าผู้อื่น ทำได้แบบนี้น้องจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จและเป็นคนดีของสังคม...สู้โว้ย ยยยยยย น้องๆทั้งหลาย

เพราะฉะนั้น พยายามหน่อย...ไม่มีใครเคยเรียนมากแล้วตาย ยกเว้นซวย

ไม่อนุญาติให้นำเนื้อหาและข้อความในบทความนี้ไปเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ใส่เครดิตของบลอคนี้ โดยเด็ดขาด
http://dedroit.blogspot.com
ทีมงาน DeDrOit

18 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ21 มีนาคม 2552, 20:24

    แย่จังไม่ค่อยจะฉลาดอังกฤษอะ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ25 มิถุนายน 2552, 15:36

    ช่ายครับ
    ม่ายเก่งอังกฤษเลยทำงัยดี

    ตอบลบ
  3. ถ้าหากต้องการสอบเรียนคณะนิติ
    ต้องเก่ง ไทย อังกฤษ เเละคณิตใช่รึเปล่าคะ

    ตอบลบ
  4. อยู่ที่ว่า น้องต้องการจะสอบเข้าผ่านระบบสอบตรง หรือ ระบบแอดมิชชั่นครับ

    ถ้าผ่่านระบบสอบตรง สิ่งที่น้องต้องสอบคือ วิชาเฉพาะ กฎหมาย
    วิชาความถนัดเชิงวิชาการ เรียงความ ย่อความ และ ภาษาอังกฤษ ครับผม

    ส่วนถ้าผ่านระบบ แอดมิชชั่น ก็ใช้แกท แพท ตามปกติ

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ26 กุมภาพันธ์ 2553, 22:15

    ผอผึ้ง VVV..


    ชอบ เรียลภาษาอังกฤษมากๆๆค่ะ


    อยากสอบติดจังเร้ย

    ตอบลบ
  6. ดีเลยที่ชอบภาษาอังกฤษ...สู้ๆๆๆๆสอบติดแน่ๆ

    ตอบลบ
  7. ไม่ระบุชื่อ9 มีนาคม 2553, 17:05

    ไม่มีสอบไทย-สังคมใช่มั้ยคะ??

    ตอบลบ
  8. วิชาที่ใช้สอบตรง นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีดังนี้
    -วิชาความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย 10 คะแนน
    -วิชาความสามารถในการใช้เหตุผลทางกฎหมาย 30 คะแนน
    -วิชาย่อความ 10 คะแนน
    - วิชาเรียงความ 10 คะแนน
    -วิชาความถนัดเชิงวิชาการ (Scholastic Aptitude Test – SAT) 20 คะแนน
    (คำนวณ 5 คะแนนการใช้ภาษา 10 คะแนนการใช้เหตุผล 5 คะแนน)
    - วิชาภาษาอังกฤษ 20 คะแนน (ข้อสอบแนว Reading)
    .
    .
    .
    วิชานอกเหนือจากนี้ ไม่มีค่ะ
    อ่านรายละเอียดทั้งหมด ที่นี่ http://dedroit.blogspot.com/2009/02/blog-post_18.html

    ตอบลบ
  9. ไม่ระบุชื่อ9 กรกฎาคม 2553, 20:45

    ขอบคุณพี่มากค่ะ ที่นำสิ่งดีๆมาไห้ อยากเรียนมากเลยค่ะ แต่ไม่เก่งอังกิด และจะพยายามไห้ถึงที่สุดค่ะ ขอไห้เพื่อนๆที่จะเข้าสอบได้กันถ้วนหน้านะค่ะ

    ตอบลบ
  10. ไม่ระบุชื่อ26 กรกฎาคม 2553, 20:14

    เอ่อ..พี่คะอยากรู้ว่าปี54นี้รัยตรงนิติเยอะไหมคะ

    ตอบลบ
  11. ไม่ระบุชื่อ22 กันยายน 2553, 17:55

    จะสอบด้วยอยากเรียน

    ตอบลบ
  12. ไม่ระบุชื่อ15 ธันวาคม 2553, 19:33

    แย่จังเราไม่เก่งอังกฤษทำไงดีอ่ะ

    ตอบลบ
  13. เก่งไม่เก่งนี่ฝึกฝนกันได้ครับ อยู่ที่ว่าเราใจสู้รึเปล่า ถ้าใจสู้ทำได้แน่นอนครับ พี่เอาใจช่วย

    ตอบลบ
  14. ไม่ระบุชื่อ2 พฤษภาคม 2554, 22:54

    จะสอบตรง นิติ มข. คนสอบเยอะมากเลยคับ 10,850คับ เอา 250 คน

    ท่าทางจะเเย่ เหะๆ

    ตอบลบ
  15. ไม่ระบุชื่อ30 สิงหาคม 2554, 19:55

    อยากสอบติดอ้ะ แต่ไม่เก่งอังกฤษ
    อยากเรียนคณะนิติศาสตรื มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    สู้สู้ๆๆ เเต่จะมีปัญญาทำได้มั้ย??
    ช่วยด้วยยยยยยย ฮ่าๆๆๆๆๆ

    ตอบลบ
  16. ไม่ระบุชื่อ14 ธันวาคม 2554, 9:28

    เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ ขอบคุณมากมาย..^_*

    ตอบลบ
  17. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนนำออก

    ตอบลบ